ขั้นตอนการปฏิบัติงานของผู้ปฏิบัติงานในตำแหน่ง นิติกร

๑.๑ ร่างหรือแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย กฎ ระเบียบ และข้อบังคับ
การพิจารณาร่างกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ และคำสั่ง ที่หน่วยงานของมหาวิทยาลัย เสนอมาจะพิจารณาตรวจสอบว่า ร่างที่เสนอมาดังกล่าวเป็นเรื่องที่จัดทำขึ้นใหม่ หรือเป็นการแก่ไขปรับปรุงให้ต่างไป จาก กฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ หรือคำสั่ง ที่มีผลใช้บังคับอยู่แล้วในขณะนั้น โดยการตรวจสอบจาก บันทึกที่หน่วยงานเสนอมา หรือตรวจสอบจากกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือข้อบังคับของมหาวิทยาลัยที่มีผลใช้บังคับอยู่ ขณะนั้น หากยังคลุมเครือไม่ชัดเจนอาจสอบถามจากหน่วยงานที่ได้เสนอเรื่องเข้ามา จากนั้นจะได้พิจารณา ในขั้นตอน ต่อไป ดังนี้

๑.๑ กรณีเป็นกฎหมาย ได้แก่ พระราชบัญญัติ พระราชกฤษฎีกา หรือประกาศกระทรวงศึกษาธิการ จะตรวจสอบและยกร่างกฎหมายดังกล่าว ขั้นตอนต่อไปจะน่าเสนอที่ประขุมคณบดีและสภามหาวิทยาลัยเพื่อพิจารณา ให้ความเห็นขอบโดยลำดับ หลังจากผ่านความเห็นขอบจากสภามหาวิทยาลัยแล้วจะน่าเสนอลำนักงานคณะกรรมการ การอุดมศึกษาเพื่อพิจารณาในขั้นตอนต่อไป ในกรณีที่เป็นการเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาและประกาศกระทรวง ศึกษาธิการ ลำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาจะน่าเสนอคณะรัฐมนตรี จากนั้นจะเป็นการตรวจร่างกฎหมาย โดย ลำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เมื่อเสร็จสิ้นแล้วจะเสนอกลับไปคณะรัฐมนตรี และเมื่อผ่านความเห็นชอบแล้วจะ ทูลเกล้าถวายในหลวงเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย แล้วจึงน่าไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีผลบังคับใช้ต่อไป ใน กรณีที่เป็นร่างประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ก็จะน่าเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการต่อไป ลำหรับร่าง พระราชบัญญัติจะต้องผ่านการพิจารณาจากสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาก่อนทูลเกล้าถวายในหลวง เพื่อทรงลง พระปรมาภิไธย แล้วจึงน่าไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีผลบังคับใช้ต่อไป

๑.๒ กรณีเป็นร่าง กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือประกาศ ที่จัดทำขึ้นใหม่ จะพิจารณาตรวจสอบว่าตาม ร่างที่หน่วยงานเสนอมาเกี่ยวด้วยเรื่องใด และเคยมี กฎ ระเบียบ ข้อบังคับหรือประกาศ ในลักษณะเดียวกันกับของ หน่วยงานอื่นๆ ที่ได้ผ่านความเห็นขอบจากที่ประขุมคณบดี หรือสภามหาวิทยาลัยแล้วหรือไม่ หากกรณีมีกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือประกาศ ซึ่งมีรูปแบบหรือมีลักษณะเดียวกันก็จะน่ากฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือประกาศนั้นๆ มา พิจารณาเทียบเคียงกับร่างที่หน่วยงานเสนอมา โดยการยึดหลักการตาม กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือประกาศที่ ประกาศใช้แล้วเป็นฐานในการพิจารณาโดยในการตรวจสอบอาจให้ความเห็นหรือตั้งข้อสังเกต พร้อมทั้งแก่ไขร่างที่ เสนอมาให้เป็นไปตามระเบียบงานสารบรรณ ตามแบบของข้อบังคับ ระเบียบหรือประกาศแล้วแต่กรณี และพิจารณา หลักการ และการใช้ข้อความต่างๆ ให้ถูกต้องครบถ้วน โดยไม่ให้ขัดหรือแย้งกับระเบียบ ข้อบังคับอื่นๆของมหาวิทยาลัย จากนั้นจะเสนอร่างที่ได้ตรวจพิจารณาแล้วให้หน่วยงานที่เสนอเรื่องเข้ามาได้พิจารณาอีกครั้งว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ หรือเจตนารมณ์หรือไม่ ตลอดจนข้อความถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ เมื่อหน่วยงานเห็นขอบแล้วก็จะน่าเสนอที่ประขุม คณบดีหรือสภามหาวิทยาลัยพิจารณาในลำดับต่อไป

 

๑.๓ กรณีเป็นร่างกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือประกาศ ที่เป็นการปรับปรุงแก่ไขเพิ่มเติมจากกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือประกาศเดิมที่มีอยู่แล้ว จะพิจารณาตรวจสอบว่าเป็นการแก่ไขปรับปรุงเพียงเล็กน้อย หรือเป็น การแก่ไขปรับปรุงใหญ่ ถ้าเป็นการแก่ไขปรับปรุงเพียงเล็กน้อยก็จะยกร่าง กฎ ระเบียบ หรือข้อบังคับเป็นฉบับที่ ๒ โดยกำหนดให้แกไขเฉพาะบางข้อที่มีการเสนอขอแกไข ถ้าพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นการแก้ไขปรับปรุงใหญ่ก็จะยกร่าง กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือประกาศขึ้นใหม่ โดยกำหนดให้ยกเลิก กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือ ประกาศที่ใช้อยู่เดิม   ทั้งฉบับ ในการจัดทำร่าง กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือประกาศ ในทั้งสองกรณีจะจัดทำบัญชี หรือตารางเปรียบเทียบ แสดงความแตกต่างของกฎระเบียบ ข้อบังคับ หรือประกาศเดิมกับร่างใหม่ที่ต่างออกไป เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการ พิจารณาของที่ประขุมคณบดีและสภามหาวิทยาลัย สำหรับขั้นตอนการตรวจพิจารณา จะมีลักษณะเดียวกันกับที่กล่าว ตาม ๑.๒

๑.๔ กรณีเป็นคำสั่งจะพิจารณาตรวจสอบว่าเป็นคำสั่งเกี่ยวด้วยเรื่องใด อาทิ คำสั่งมอบอำนาจ คำสั่งมอบอำนาจให้ปฏิบัติราชการแทน คำสั่งมอบหมายให้รักษาราชการแทน คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการด้านต่างๆ ซึ่งจะยกร่างคำสั่งโดยพิจารณากฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากการจัดทำคำสั่งผู้ออกคำสั่งจำต้อง พิจารณากฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับที่ให้อำนาจไว้ด้วย ซึ่งเป็นสาระสำคัญในการจัดทำคำสั่ง มิฉะนั้นอาจทำให้คำสั่ง นั้นเป็นคำสั่งที่ออกโดยปราศจากอำนาจตามกฎหมายหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายได้

๑.๒ จัดทำนิติกรรมหรือเอกสารที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย

          ๑) จัดทำนิติกรรม
ลักษณะงานเป็นการตรวจสอบถึงลักษณะและประเภทของสัญญาที่มหาวิทยาลัยจักกระทำต่อบุคคลภายนอกหรือหน่วยงานอื่น โดยในการพิจารณาต้องกำหนดประเภทของสัญญาว่าเป็นสัญญาประเภทใด ทางราชการได้มีตัวอย่างของสัญญาประเภทนั้นๆ ไว้หรือไม่ ซึ่งกำหนดลักษณะของสัญญาไว้เป็น 2 ประเภทกล่าวคือ

          ๑.๑) สัญญาที่เป็นไปตามแบบ ได้แก่ สัญญาที่ทางมหาวิทยาลัย หรือทางราชการได้กำหนดลักษณะตัวอย่างของสัญญาเอาไว้ หรือสัญญาซื้อขาย สัญญาจ้าง จ้างบำรุง จ้างที่ปรึกษา หรือจ้างผู้เชี่ยวชาญ ซึ่ง ก.ว.พ. ได้กำหนดลักษณะของสัญญาไว้เป็นตัวอย่างท้ายระเบียบว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 เป็นต้น ในการพิจารณาจะตรวจสอบว่าสัญญาที่หน่วยงานของมหาวิทยาลัยเสนอมาเป็นสัญญาประเภทใด หากเป็นสัญญาที่เป็นไปตามแบบก็จะพิจารณาถึงรายละเอียดต่างๆ ที่ระบุไว้ในสัญญาว่าครบถ้วนสมบูรณ์หรือไม่ มหาวิทยาลัยเสียเปรียบหรือไม่ และประการสำคัญคือ  ผู้มีอำนาจลงนามในสัญญานั้นคือใคร ซึ่งโดยหลักแล้วจะเป็นอธิการบดี เว้นแต่มีคำสั่งมอบอำนาจไว้เป็นอย่างอื่น จากนั้นก็จะทำความเห็นเสนอต่ออธิการบดี เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบในการจัดทำสัญญานั้น ๆ และถ้ามีคำสั่งมอบอำนาจไว้ ก็จะมอบให้หน่วยงานนั้นๆ นำไปดำเนินการต่อไป

          ๒.๒) สัญญาที่มิได้เป็นไปตามแบบ ได้แก่ ลักษณะของสัญญาที่มหาวิทยาลัยหรือทางราชการ มิได้กำหนดลักษณะของสัญญาขึ้นไว้เป็นตัวอย่าง ซึ่งในการตรวจสอบพิจารณาลักษณะของสัญญาประเภทนี้ค่อนข้างจะต้องใช้ความละเอียดรอบคอบ โดยคำนึงถึงความถูกต้อง และให้มหาวิทยาลัยได้ประโยชน์จากข้อกำหนดในสัญญานั้นๆ มากที่สุด ลักษณะของสัญญาดังกล่าวอาจเป็นประเภทเดียวกันกับสัญญาที่เป็นไปตามแบบ แต่มีข้อกำหนดเฉพาะที่จะต้องนำมากำหนดเป็นข้อสัญญาขึ้นใหม่ หรือเป็นลักษณะของบันทึกข้อตกลงต่างๆ ซึ่งขั้นตอนในการพิจารณานั้นจะต้องพิจารณาตั้งแต่รูปแบบข้อกำหนดในสัญญาตลอดจนรายละเอียดอื่นๆ ที่ต้องระบุไว้ให้ชัดเจนในสัญญานั้น ๆ ซึ่งก็จะคล้ายกับการพิจารณาประเภทของสัญญาที่เป็นไปตามแบบจากนั้นก็จะทำความเห็นเสนอต่ออธิการบดี เพื่อให้ความเห็นชอบแล้วมอบให้หน่วยงานที่เสนอเรื่องเข้ามานำไปดำเนินการต่อไป

 

๓. ศึกษาพิจารณา ให้ความเห็นทั้งในข้อกฎหมาย และในข้อเท็จจริง ในการร่างกฎหมาย เสนอความเห็็H็น ในการตีความและวินิจฉัยปัญหาทางกฎหมาย

การพิจารณาวินิจฉัยข้อกฎหมาย ลักษณะของงานเป็นการตรวจสอบเอกสารต่างๆ หรือพิจารณา ข้อหารือต่างๆ ที่หน่วยงานภายในสังกัดของมหาวิทยาลัยเสนอเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบเอกสาร หรือข้อหารือ       ในเรื่องเกี่ยวกับ กฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง หรือเอกสารอื่นๆ ของมหาวิทยาลัย หรือเป็นเรื่อง กฎหมาย กฎ ระเบียบของทางราชการ ตลอดจนเอกสารต่างๆ ที่ทางราชการเวียนให้ทราบ อาทิ มติ กบม. ซึ่งในการ พิจารณาตรวจสอบเอกสารหรือข้อหารือในแต่ละเรื่องจะพิจารณาตรวจสอบเรื่องต่างๆ ที่มีการ เสนอเข้ามาว่าเกี่ยวข้อง ด้วยกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง หรือเอกสารในเรื่องใด เคยมีการตรวจสอบหรือมีการตอบ ข้อหารือในลักษณะดังกล่าวหรือไม่ ถ้าไม่มีอาจใช้ดุลยพินิจการตีความหรือการแปลความ ตามตัวอักษรหรือตาม เจตนารมณ์ของกฎ ระเบียบนั้นๆ แล้วแต่กรณี หากกรณีเป็นกฎระเบียบของทางราชการ ถ้าพิจารณาแล้วยังไม่ได้ข้อยุติ อาจหารือหรือหาข้อมูลไปยังส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ได้ข้อยุติในเรื่องดังกล่าว อาทิ ปัญหาในทางปฏิบัติตาม ระเบียบกระทรวงการคลัง อาจต้องหารือไปยังกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นหน่วยงานที่บังคับใช้ระเบียบ เป็นต้น จากนั้น จะทำความเห็นเสนอมหาวิทยาลัยเพื่อพิจารณา หากเห็นชอบตามความเห็นดังกล่าว ก็จะแจ้งผลการพิจารณานั้นต่อ หน่วยงานที่เสนอเรื่องเช้ามาเพื่อทราบ หรือหากเป็นเรื่องที่เกี่ยวช้องกับหน่วยงานอื่นๆ ด้วย ก็จะเสนอให้เวียนผลการ พิจารณานั้นให้ทุกหน่วยงานสังกัดของมหาวิทยาลัยทราบ เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติที่ถูกต้องต่อไป

 

๔. ตอบข้อหารือปัญหาทางกฎหมายและทางปฏิบัติทางกฎหมาย ศึกษา ค้นคว้า วิเคราะห์หรือสังเคราะห์งานทางด้านกฎหมาย เพื่อปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวกับหน่วยงานที่รับผิดชอบ

การ พิจารณาตรวจสอบเอกสารหรือข้อหารือในแต่ละเรื่องจะพิจารณาตรวจสอบในเรื่องต่างๆ ที่มีการเสนอเข้ามานั้นเกี่ยวข้องด้วยกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง หรือ เอกสารในเรื่องใดเคยมีการตรวจสอบ หรือมีการตอบข้อหารือในลักษณะดังกล่าวหรือไม่ ถ้าไม่มีอาจใช้ดุลยพินิจการตีความ ตามตัวอักษร หรือตามเจตนารมณ์ของกฎ ระเบียบนั้น ๆ แล้วแต่กรณี หากกรณีเป็นกฎระเบียบของทางราชการ ถ้าพิจารณาแล้วไม่ได้ข้อยุติ อาจหารือ หรือ หาข้อมูลไปยังส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ได้ข้อยุติในเรื่องดังกล่าว แจ้งผลการพิจารณานั้นไปยังหน่วยงานที่เสนอเรื่องเข้ามาเพื่อทราบ หรือหากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานอื่นๆ ด้วย ก็จะ เสนอให้เวียนผลการพิจารณานั้นให้ทุกหน่วยงานสังกัด เพื่อพิจารณาให้ถูกต้องต่อไป