การรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพื่อดำเนินการทางคดี

๑. คดีแพ่ง คดีล้มละลาย คดีทรัพย์สินทางปัญญา หรือคดีปกครอง

๑.๑ กรณีมหาวิทยาลัย หน่วยงาน หรือผู้กระทำการแทนเป็นคู่ความแล้วแต่กรณี การรวบรวมข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานเพื่อดำเนินการทางคดีมีลำดับขั้นตอนการดำเนินการ ดังนี้

๑.๑.๑ กรณีเป็นฝ่ายใช้สิทธิฟ้อง หรือฟ้องแย้ง ในฐานะโจทก์ หรือ ผู้ฟ้องคดี หลังจากได้รับเรื่องจากหน่วยงานเจ้าของเรื่อง นิติกรจะเป็นผู้ประสานงานกับหน่วยงานเจ้าของเรื่อง และเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องเพื่อสรุปข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับมูลคดีนั้นแล้วประมวลเรื่องพร้อมความเห็น เสนอมหาวิทยาลัย เพื่อน่าเสนอให้ลำนักงานอัยการสูงสุดจัดพนักงานอัยการดำเนินการฟ้องร้อง หรือฟ้องแย้งแทนมหาวิทยาลัย ภายในอายุความ ต่อไป

๑.๑.๒ กรณีเป็นฝ่ายถูกบุคคลภายนอกใช้สิทธิทางศาลบังคับให้มหาวิทยาลัย กระทำการ หรืองดเว้นกระทำการใด ซึ่งมหาวิทยาลัยอยู่ในฐานะจำเลย หรือผู้ถูกฟ้องคดี หลังจากที่มหาวิทยาลัย ได้รับหมายเรียกจากศาลให้ยื่นคำให้การ นิติกรจะเป็นผู้รวบรวมข้อเท็จจริงจากหน่วยงาน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง กับมูลคดี แล้วประมวลเรื่องพร้อมความเห็นเสนอมหาวิทยาลัย เพื่อน่าเสนอลำนักงานอัยการสูงสุด จัดพนักงาน อัยการดำเนินการยื่นคำให้การแก้ต่างคดีแทนมหาวิทยาลัย ภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนดต่อไป

๑.๒ กรณีบุคลากรถูกฟ้องเนื่องจากการปฏิบัติราชการ หลังจากได้รับเรื่องจากบุคลากร นิติกรจะเป็นผู้ประสานกับผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อสรุปข้อเท็จจริง เพื่อประมวลเรื่องพร้อมความเห็นเสนอมหาวิทยาลัย เพื่อน่าเสนอลำนักงานอัยการสูงสุดจัดพนักงานอัยการให้ความช่วยเหลือต่อไป

 

          ๒. คดีอาญา

๒.๑ กรณีมหาวิทยาลัยเป็นผู้เสียหาย นิติกรจะเป็นผู้ประสานงานกับหน่วยงานที่ เกี่ยวข้อง เพื่อประมวลข้อเท็จจริงพร้อมความเห็นเสนอมหาวิทยาลัยมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ในสังกัดดำเนินการ ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนในท้องที่ที่มูลคดีเกิดขึ้นภายในอายุ และติดตามผลทางคดีแล้วรายงานให้ มหาวิทยาลัยทราบเป็นระยะจนกว่าคดีจะถึงที่สุด ทั้งนี้ หากเป็นคดีความผิดอันยอมความได้จะต้องร้องทุกข์ต่อ พนักงานสอบสวนภายในกำหนดสามเดือนนับแต่วันที่อธิการบดีทราบมูลคดีอาญานั้นๆ

๒.๒ กรณี ผู้แทนมหาวิทยาลัย หรือ บุคลากรถูกร้องทุกข์เป็นผู้ต้องหา อันเนื่องมาจาก การปฏิบัติราชการ นิติกรจะเป็นผู้ประสานงานกับหน่วยงาน หรือผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อประมวลข้อเท็จจริง และ พยานหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องพร้อมความเห็นเสนอมหาวิทยาลัยเพื่อขอความอนุเคราะห์ลำนักงานอัยการสูงสุด จัดพนักงานอัยการให้ความช่วยเหลือ ต่อไป ทั้งนี้จะต้องขอให้ลำนักงานอัยการสูงสุดเข้ามาช่วยเหลือก่อนที่ พนักงานสอบสวนจะมีความเห็นและส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการ